สัญญาสถาปนิก & จ้างออกแบบ Architect Service Agreement
บริการตรวจสอบ ร่างสัญญา และรับรองสัญญาสถาปนิก ป้องกันปัญหาลิขสิทธิ์และงานก่อสร้าง โดยทนายความวิชาชีพ (Construction Law Specialist)
สัญญาสถาปนิก (Architect Service Agreement) คืออะไร?
คำตอบโดยสรุป: สัญญาสถาปนิก คือนิติกรรมสัญญาจ้างทำของประเภทหนึ่งที่เน้น "งานบริการวิชาชีพ" (Professional Service) และ "ทรัพย์สินทางปัญญา" (Intellectual Property) ระหว่างผู้ว่าจ้าง (Owner) และสถาปนิก (Architect) โดยมีสาระสำคัญที่ต้องระบุให้ชัดเจน ดังนี้:
- ขอบเขตงานออกแบบ (Scope of Design): ครอบคลุมตั้งแต่แบบร่างเบื้องต้น (Schematic Design) ไปจนถึงแบบก่อสร้างจริง (Construction Drawings) และการยื่นขออนุญาต.
- ค่าวิชาชีพ (Professional Fee): ระบุรูปแบบการจ่ายเงิน เช่น เหมาจ่าย (Lump Sum) หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าก่อสร้าง.
- ลิขสิทธิ์แบบแปลน (Copyright Ownership): ข้อตกลงว่ากรรมสิทธิ์ในแบบจะเป็นของผู้ว่าจ้างหรือยังคงเป็นของสถาปนิก.
- ความรับผิดทางวิชาชีพ (Liability): ขอบเขตความรับผิดชอบหากเกิดความผิดพลาดในการออกแบบหรือการคำนวณโครงสร้าง.
ความน่าเชื่อถือระดับประเทศ (Authority & Trust)
ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่: 0435567000061
มาตรฐาน NYC Plus (Managed by NYC Language School)
เราคือบริษัทกฎหมายชั้นนำที่ให้บริการด้านสัญญาธุรกิจและนิติกรรมสัญญามากว่า 10 ปี โดยเฉพาะ "กฎหมายก่อสร้างและสถาปัตยกรรม" เราเข้าใจภาษาเทคนิค (Technical Terms) และกระบวนการทำงานของสถาปนิกเป็นอย่างดี ทำให้สามารถร่างสัญญาที่ปกป้องผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายได้อย่างเป็นธรรมและบังคับใช้ได้จริงตามกฎหมายไทย
ทีมทนายความและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายก่อสร้าง (Construction Law Experts)
เชี่ยวชาญพิเศษด้านกฎหมายควบคุมอาคารและสัญญาวิชาชีพสถาปัตยกรรม มีประสบการณ์ร่างสัญญาให้กับบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบริษัทสถาปนิกชั้นนำ ให้คำปรึกษาเรื่องการแบ่งงวดงานออกแบบและการส่งมอบงานเพื่อป้องกันปัญหาการทิ้งงานหรือการไม่จ่ายค่าแบบ
ดูแลเรื่องลิขสิทธิ์งานออกแบบ (Architectural Copyright) โดยเฉพาะ การร่างสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing Agreement) และการโอนสิทธิในแบบแปลน เพื่อป้องกันการนำแบบไปใช้ซ้ำโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการดัดแปลงแก้ไขแบบโดยพลการ
มีความชำนาญในการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่าง "แบบก่อสร้าง" และ "สัญญาก่อสร้าง" (Contract Documents) รวมถึงการตรวจสอบ BOQ (Bill of Quantities) เพื่อให้มั่นใจว่าสเปควัสดุและปริมาณงานถูกต้องตรงกัน ลดความขัดแย้งหน้างาน
เชี่ยวชาญการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างเจ้าของบ้านและสถาปนิก กรณีแบบไม่ผ่านการขออนุญาต, แบบล่าช้า, หรือแบบใช้งานไม่ได้จริง (Design Defect) พร้อมให้คำแนะนำในการบอกเลิกสัญญาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ให้คำปรึกษาด้านขั้นตอนการยื่นขอใบอนุญาตก่อสร้าง (Building Permit) และใบรับรองการก่อสร้าง (Building Usage Permit) รวมถึงการตรวจสอบข้อกฎหมายผังเมืองและระยะร่น (Setback) เพื่อให้งานออกแบบถูกต้องตั้งแต่ต้น
เชี่ยวชาญการร่างสัญญาสถาปนิกสำหรับโครงการที่มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ หรือสถาปนิกต่างชาติ (Foreign Architect) ให้บริการแปลและรับรองสัญญาภาษาอังกฤษ-ไทย เพื่อให้เข้าใจตรงกันและมีผลบังคับใช้ได้จริง
คลังความรู้สัญญาสถาปนิก (Architect Contract Hub)
บทความเชิงลึกเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องในการจ้างงานออกแบบ
การจ้างสถาปนิกมักแบ่งเป็น 2 ช่วงหลัก คือช่วงออกแบบ (Design Phase) และช่วงก่อสร้าง (Construction Phase) สัญญาที่ดีควรระบุขอบเขตงานของแต่ละช่วงให้ชัดเจน...
บางครั้งอาจรวมเป็นสัญญาเดียว หรือแยกสัญญาคุมงานก่อสร้าง (Site Supervision) ออกมาต่างหาก เพื่อความยืดหยุ่นหากต้องการเปลี่ยนทีมงานในภายหลัง.
ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ งานสถาปัตยกรรมเป็นของผู้ออกแบบทันทีที่สร้างสรรค์ เว้นแต่จะตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่นในสัญญา...
หากผู้ว่าจ้างต้องการนำแบบไปสร้างหลายหลัง หรือต้องการไฟล์ต้นฉบับ (CAD/BIM) ต้องระบุเรื่องการ "โอนลิขสิทธิ์" หรือ "อนุญาตให้ใช้สิทธิ" ในสัญญาให้ชัดเจน มิฉะนั้นอาจถูกฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ได้.
สถาปนิกต้องรับผิดชอบหากแบบที่ออกไปนั้นไม่สามารถสร้างได้จริง หรือสร้างแล้วเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างเนื่องจากการคำนวณผิดพลาด...
สัญญาควรกำหนดระยะเวลาความรับผิดชอบ และวงเงินประกันวิชาชีพ (Professional Indemnity Insurance) เพื่อคุ้มครองความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น.
สถาปนิกผู้ออกแบบมักมีหน้าที่ตรวจดูงานก่อสร้างเป็นครั้งคราว (Periodic Site Visit) เพื่อดูว่าผู้รับเหมาทำงานตรงตามแบบหรือไม่...
แต่ไม่ใช่การ "ควบคุมงานตลอดเวลา" (Full-time Supervision) ซึ่งเป็นหน้าที่ของวิศวกรคุมงาน สัญญาต้องระบุจำนวนครั้งในการเข้าตรวจงานและหน้าที่ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความคาดหวังที่ผิดพลาด.
โดยปกติสถาปนิกจะทำหน้าที่จัดเตรียมเอกสารแบบแปลนและรายการคำนวณเพื่อยื่นขออนุญาต แต่ค่าธรรมเนียมและการประสานงานกับเจ้าหน้าที่อาจเป็นหน้าที่ของผู้ว่าจ้างหรือผู้ได้รับมอบอำนาจ...
สัญญาควรระบุให้ชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายส่วนนี้รวมอยู่ในค่าวิชาชีพหรือไม่ และใครเป็นผู้รับผิดชอบหากแบบต้องมีการแก้ไขตามคำสั่งเจ้าพนักงาน.
Bill of Quantities (BOQ) ที่สถาปนิกทำขึ้นเพื่อเป็นราคากลาง ควรมีความใกล้เคียงกับราคาตลาด เพื่อใช้เปรียบเทียบกับราคาของผู้รับเหมา...
การระบุในสัญญาให้สถาปนิกช่วยตรวจสอบ BOQ ของผู้รับเหมา (Bid Analysis) จะช่วยป้องกันการเสนอราคาที่ผิดปกติและการทิ้งงานในอนาคต.
หากสถาปนิกทำงานล่าช้ามาก หรือผู้ว่าจ้างไม่พอใจในแบบร่าง สัญญาต้องมีทางออกให้ทั้งสองฝ่ายสามารถบอกเลิกสัญญาได้โดยเป็นธรรม...
ต้องระบุเงื่อนไขการจ่ายค่าจ้างสำหรับงานที่ทำไปแล้ว (Payment for Work Done) และกรรมสิทธิ์ในแบบที่ยังทำไม่เสร็จ (Work in Progress).
การคิดค่าแบบเป็น % ของมูลค่าก่อสร้างอาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้ (สถาปนิกอาจออกแบบให้แพงเพื่อให้ได้ค่าแบบเพิ่ม) การเหมาจ่าย (Lump Sum) มักเป็นวิธีที่โปร่งใสกว่า...
สัญญาควรระบุงวดการจ่ายเงินให้สอดคล้องกับผลงานที่ส่งมอบ เช่น 10% เมื่อเซ็นสัญญา, 30% เมื่อจบแบบร่าง, 40% เมื่อจบแบบก่อสร้าง เป็นต้น.
งานออกแบบเป็นเรื่องของความพึงพอใจและศิลปะ ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งได้ง่าย การกำหนดให้มีการไกล่เกลี่ยหรือใช้อนุญาโตตุลาการก่อนฟ้องศาลจะช่วยประหยัดเวลา...
NYC Plus แนะนำให้ระบุข้อสัญญาการระงับข้อพิพาทที่ชัดเจน เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีและให้โครงการเดินหน้าต่อได้.
กรณีจ้างสถาปนิกต่างชาติ ต้องคำนึงถึงกฎหมายวิชาชีพของไทย (พ.ร.บ.สถาปนิก) ที่กำหนดให้ต้องมีสถาปนิกไทยร่วมด้วย...
สัญญาต้องระบุขอบเขตงานของสถาปนิกต่างชาติและสถาปนิกไทย (Local Architect) ให้สอดคล้องกัน รวมถึงภาษาที่ใช้ในสัญญาและกฎหมายที่บังคับใช้ (Governing Law).
การมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในสัญญาอาจนำไปสู่ความเสียหายมหาศาล:
- ขอบเขตงานคลุมเครือ (Ambiguous Scope): ไม่ระบุว่าต้องทำแบบละเอียดแค่ไหน (Detail Design) ทำให้ผู้รับเหมาตีราคาไม่ได้ หรือก่อสร้างผิดพลาด
- ไม่ระบุจำนวนครั้งในการแก้ไข (Unlimited Revisions): ผู้ว่าจ้างแก้แบบไม่จบสิ้น สถาปนิกทำงานเกินคุ้ม นำไปสู่การทิ้งงาน
- ลิขสิทธิ์ไม่ชัดเจน (Unclear Copyright): ผู้ว่าจ้างนำแบบไปสร้างเพิ่มโดยไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือสถาปนิกนำแบบบ้านลูกค้าไปขายต่อ
- งบประมาณบานปลาย (Budget Overrun): สถาปนิกออกแบบสวยแต่แพงเกินงบที่ตั้งไว้ สร้างจริงไม่ได้ สัญญาควรระบุวงเงินก่อสร้าง (Construction Budget Limit) ไว้ด้วย
- สถาปนิกไม่มีใบอนุญาต (Unlicensed Architect): จ้างคนไม่มีใบ กส. เซ็นแบบไม่ได้ ยื่นขออนุญาตไม่ได้ สัญญาตกเป็นโมฆะ
ทางแก้ไข: ใช้บริการร่างและตรวจสอบสัญญาโดยทนายความผู้เชี่ยวชาญจาก NYC Plus เพื่อปิดความเสี่ยงเหล่านี้
อัตราค่าบริการ (Service Rates)
| รายการ | ราคาโดยประมาณ |
|---|---|
| ตรวจสอบสัญญาสถาปนิก (Contract Review) | 3,000 - 5,000 บาท |
| ร่างสัญญาจ้างออกแบบ (Drafting Agreement) | 5,000 - 15,000 บาท |
| ร่างสัญญาโอนลิขสิทธิ์ (Copyright Transfer) | เริ่มต้น 3,000 บาท |
| รับรองลายมือชื่อ Notary Public | 1,500 - 8,000 บาท |
| แปลสัญญา ไทย-อังกฤษ | 800 - 1,500 บาท/หน้า |
| ที่ปรึกษากฎหมายรายโครงการ | สอบถามเจ้าหน้าที่ |
กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ (Success Case Studies)
ปัญหา: สถาปนิกรับเงินงวดแรกแล้วเงียบหาย ติดต่อไม่ได้ งานออกแบบไม่คืบหน้า.
วิธีแก้ไข: ใช้สัญญาที่ร่างไว้รัดกุมในการแจ้งความและดำเนินคดี พร้อมเรียกร้องเงินคืนและค่าเสียหาย.
ผลลัพธ์: ได้รับเงินคืนเต็มจำนวนและสามารถจ้างสถาปนิกรายใหม่มาทำงานต่อได้ทันที.
ปัญหา: แบบแปลนขาดรายละเอียด (Detail Drawings) ทำให้ผู้รับเหมาคิดราคาเผื่อไว้สูงเกินจริง.
วิธีแก้ไข: ทนายความตรวจสอบสัญญาพบข้อกำหนดเรื่องความสมบูรณ์ของแบบ ให้สถาปนิกทำแบบขยายเพิ่มให้ครบถ้วน.
ผลลัพธ์: ได้แบบที่ละเอียด ครบถ้วน ผู้รับเหมาเสนอราคาได้แม่นยำ ประหยัดงบก่อสร้าง.
ปัญหา: ลูกค้านำแบบบ้านที่สถาปนิกออกแบบไปให้เพื่อนสร้างต่อโดยไม่จ่ายค่าแบบ.
วิธีแก้ไข: ใช้สัญญาจ้างออกแบบเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องละเมิดลิขสิทธิ์.
ผลลัพธ์: สถาปนิกได้รับค่าชดเชยค่าแบบและค่าเสียหายทางลิขสิทธิ์.
ปัญหา: สถาปนิกออกแบบมาสวยหรู แต่ราคาประเมินสูงกว่างบที่ลูกค้าตั้งไว้ 2 เท่า.
วิธีแก้ไข: อ้างอิงเงื่อนไขในสัญญาที่ระบุ "งบประมาณก่อสร้าง" (Budget Limit) ให้สถาปนิกปรับแก้แบบให้ลงมาอยู่ในงบโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม.
ผลลัพธ์: ได้แบบบ้านที่สวยงามและสร้างได้จริงในงบประมาณที่กำหนด.
ปัญหา: งานอินทีเรียมีความละเอียดอ่อนเรื่องสเปควัสดุเฟอร์นิเจอร์ (FF&E) มักเกิดปัญหาของไม่ตรงปก.
วิธีแก้ไข: ร่างสัญญาที่ระบุรายการวัสดุ (Material List) แนบท้ายอย่างชัดเจนและขั้นตอนการอนุมัติวัสดุ (Material Approval).
ผลลัพธ์: งานตกแต่งเสร็จสวยงาม ตรงตามแบบและคุณภาพที่ตกลงกัน.
ปัญหา: ลูกค้าจ้างสถาปนิกชื่อดังจากต่างประเทศ แต่ติดปัญหาเรื่องการยื่นขออนุญาต.
วิธีแก้ไข: ร่างสัญญาร่วมค้า (Consortium) ระหว่างสถาปนิกต่างชาติและสถาปนิกไทยให้ถูกต้องตามกฎหมาย.
ผลลัพธ์: โครงการสามารถยื่นขออนุญาตและก่อสร้างได้อย่างราบรื่น.
ปัญหา: แบบงานระบบไฟฟ้าและประปาขัดแย้งกับแบบโครงสร้าง ต้องแก้ไขหน้างานวุ่นวาย.
วิธีแก้ไข: สัญญาระบุให้สถาปนิกมีหน้าที่ Combine แบบทุกระบบ (Design Coordination) ก่อนส่งมอบ.
ผลลัพธ์: ลดปัญหาหน้างาน ผู้รับเหมาทำงานง่าย งานเสร็จเร็วขึ้น.
ปัญหา: เคมีระหว่างเจ้าของบ้านกับสถาปนิกไม่ตรงกัน ต้องการเปลี่ยนคนออกแบบ.
วิธีแก้ไข: ใช้ข้อสัญญาเลิกจ้าง (Termination Clause) เพื่อยุติความสัมพันธ์ จ่ายเงินตามเนื้องาน และโอนไฟล์งานที่ทำเสร็จแล้ว.
ผลลัพธ์: แยกทางกันด้วยดี ไม่มีการฟ้องร้อง และโครงการเดินหน้าต่อได้.
ปัญหา: ผู้รับเหมาที่รับทั้งออกแบบและสร้าง (Turnkey) พยายามลดสเปควัสดุเพื่อเพิ่มกำไร.
วิธีแก้ไข: ตรวจสอบสัญญา Design-Build ให้ระบุสเปควัสดุขั้นต่ำและมาตรฐานฝีมือช่างอย่างละเอียด.
ผลลัพธ์: ได้บ้านคุณภาพดีตามมาตรฐาน ในราคาที่ตกลงกันไว้แต่แรก.
ปัญหา: โครงการก่อสร้างยืดเยื้อ ทำให้สถาปนิกต้องเข้าตรวจงานเกินจำนวนครั้งที่ตกลงไว้.
วิธีแก้ไข: สัญญาระบุอัตราค่าบริการรายครั้ง (Per Visit Rate) สำหรับการทำงานนอกเหนือสัญญาเดิม.
ผลลัพธ์: สถาปนิกได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เจ้าของบ้านได้รับบริการต่อเนื่อง.
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
สัญญาสถาปนิกมีรายละเอียดทางเทคนิคและกฎหมายที่ซับซ้อน เช่น ลิขสิทธิ์ ความรับผิดชอบ และงวดงาน การมีทนายความช่วยตรวจสอบจะช่วยปิดช่องโหว่ ป้องกันการถูกเอาเปรียบ และลดความเสี่ยงในการเกิดข้อพิพาทในอนาคต.
โดยทั่วไปสมาคมสถาปนิกสยามฯ แนะนำมาตรฐานค่าวิชาชีพที่ประมาณ 3-7.5% ของมูลค่าก่อสร้าง ขึ้นอยู่กับประเภทและความซับซ้อนของอาคาร อย่างไรก็ตาม สามารถตกลงเป็นราคาเหมาจ่าย (Lump Sum) ได้ตามความเหมาะสม.
หากความผิดพลาดเกิดจากการออกแบบหรือคำนวณโครงสร้างผิด สถาปนิกและวิศวกรผู้ออกแบบต้องรับผิดชอบแก้ไขและชดใช้ค่าเสียหาย แต่หากเกิดจากการก่อสร้างของผู้รับเหมาที่ไม่ตรงตามแบบ ผู้รับเหมาต้องรับผิดชอบ.
สัญญาควรครอบคลุมจนกว่าการก่อสร้างจะแล้วเสร็จและมีการส่งมอบงานสมบูรณ์ หรือจนกว่าจะหมดระยะเวลารับประกันผลงานออกแบบ (Design Liability Period) ซึ่งอาจยาวนาน 1-5 ปี.
ขึ้นอยู่กับข้อตกลง โดยปกติจะระบุให้แก้ไขได้ 3 ครั้งในขั้นตอนแบบร่าง (Schematic) และ 2 ครั้งในขั้นตอนพัฒนาแบบ (Design Development) หากเกินกว่านั้นอาจมีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่ม.
ไฟล์ต้นฉบับถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของสถาปนิก โดยปกติจะส่งมอบเพียงไฟล์ PDF หรือพิมพ์เขียวเพื่อการก่อสร้าง หากลูกค้าต้องการไฟล์ต้นฉบับต้องระบุในสัญญาและอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม.
ใช่ครับ สำหรับอาคารที่เข้าข่ายกฎหมายควบคุมอาคารและวิชาชีพสถาปัตยกรรม สถาปนิกที่มีใบอนุญาต (ใบ กส.) ต้องลงนามรับรองในแบบแปลนและเอกสารยื่นขออนุญาต (น.4).
ต้องจ่ายค่าจ้างสำหรับงานที่ได้ทำไปแล้วตามเนื้องานจริง (Pro-rata) และอาจต้องจ่ายค่าชดเชยการเลิกสัญญา หากการเลิกจ้างนั้นไม่ได้เกิดจากความผิดของสถาปนิก.
สัญญาจ้างทำของ (รวมถึงจ้างออกแบบ) ต้องติดอากรแสตมป์ 1 บาท ต่อทุก 1,000 บาท ของค่าจ้าง เพื่อให้สัญญามีผลใช้บังคับเป็นพยานหลักฐานในศาลได้.
ได้ครับ โดยเฉพาะกรณีคู่สัญญาเป็นชาวต่างชาติ หรือต้องการเพิ่มความน่าเชื่อถือของเอกสาร การให้ Notary Public รับรองลายมือชื่อจะช่วยยืนยันตัวตนและอำนาจลงนาม ป้องกันการปฏิเสธความรับผิดภายหลัง.
พื้นที่ให้บริการ (Service Area Coverage)
เรามีเครือข่ายให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศ เพื่อความสะดวกสูงสุดของท่าน