เอกสารไทยที่จะใช้ในเยเมน ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
เยเมน (Yemen) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตเยเมนที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้
เอกสารที่ออกในเยเมน จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เนื่องจากเยเมนไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของเยเมน แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานเยเมน ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในเยเมนส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: ar) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับเยเมนควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตเยเมนที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน
เอกสารไทยที่จะใช้ในแอฟริกาใต้ ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
แอฟริกาใต้ (South Africa) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 1995 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในแอฟริกาใต้ได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตแอฟริกาใต้ประจำกรุงเทพฯ
เอกสารที่ออกในแอฟริกาใต้ จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เอกสารที่ออกในแอฟริกาใต้ให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ DIRCO เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานแอฟริกาใต้ ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในแอฟริกาใต้ส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง เพราะเป็นภาษาราชการหรือภาษาใช้งานของประเทศ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับแอฟริกาใต้ควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน
เอกสารไทยที่จะใช้ในอียิปต์ ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
อียิปต์ (Egypt) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตอียิปต์ประจำกรุงเทพฯ จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้
เอกสารที่ออกในอียิปต์ จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เนื่องจากอียิปต์ไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของอียิปต์ แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานอียิปต์ ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในอียิปต์ส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: ar) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับอียิปต์ควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตอียิปต์ประจำกรุงเทพฯ ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน
เอกสารไทยที่จะใช้ในโมร็อกโก ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
โมร็อกโก (Morocco) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2016 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในโมร็อกโกได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตโมร็อกโกประจำกรุงเทพฯ
เอกสารที่ออกในโมร็อกโก จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เอกสารที่ออกในโมร็อกโกให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA + Public Prosecutor เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานโมร็อกโก ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในโมร็อกโกส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: ar, fr) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับโมร็อกโกควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน
เอกสารไทยที่จะใช้ในแอลจีเรีย ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
แอลจีเรีย (Algeria) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตแอลจีเรียประจำกรุงเทพฯ จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้
เอกสารที่ออกในแอลจีเรีย จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เนื่องจากแอลจีเรียไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของแอลจีเรีย แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานแอลจีเรีย ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในแอลจีเรียส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: ar, fr) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับแอลจีเรียควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตแอลจีเรียประจำกรุงเทพฯ ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน
เอกสารไทยที่จะใช้ในตูนิเซีย ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
ตูนิเซีย (Tunisia) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2017 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในตูนิเซียได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตตูนิเซียประจำกรุงเทพฯ
เอกสารที่ออกในตูนิเซีย จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เอกสารที่ออกในตูนิเซียให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานตูนิเซีย ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในตูนิเซียส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: ar, fr) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับตูนิเซียควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน
เอกสารไทยที่จะใช้ในลิเบีย ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
ลิเบีย (Libya) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตลิเบียประจำกรุงเทพฯ จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้
เอกสารที่ออกในลิเบีย จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เนื่องจากลิเบียไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของลิเบีย แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานลิเบีย ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในลิเบียส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: ar) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับลิเบียควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตลิเบียประจำกรุงเทพฯ ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน
เอกสารไทยที่จะใช้ในซูดาน ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
ซูดาน (Sudan) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตซูดานที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้
เอกสารที่ออกในซูดาน จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เนื่องจากซูดานไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของซูดาน แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานซูดาน ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในซูดานส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง เพราะเป็นภาษาราชการหรือภาษาใช้งานของประเทศ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับซูดานควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตซูดานที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน
เอกสารไทยที่จะใช้ในซูดานใต้ ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
ซูดานใต้ (South Sudan) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตซูดานใต้ที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้
เอกสารที่ออกในซูดานใต้ จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เนื่องจากซูดานใต้ไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของซูดานใต้ แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานซูดานใต้ ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในซูดานใต้ส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง เพราะเป็นภาษาราชการหรือภาษาใช้งานของประเทศ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับซูดานใต้ควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตซูดานใต้ที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน
เอกสารไทยที่จะใช้ในเอธิโอเปีย ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล
เอธิโอเปีย (Ethiopia) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตเอธิโอเปียที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้
เอกสารที่ออกในเอธิโอเปีย จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร
เนื่องจากเอธิโอเปียไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของเอธิโอเปีย แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย
ยื่นเอกสารให้หน่วยงานเอธิโอเปีย ต้องแปลเป็นภาษาอะไร
หน่วยงานในเอธิโอเปียส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: am) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด
ทำเอกสารสำหรับเอธิโอเปียควรเผื่อเวลานานแค่ไหน
แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตเอธิโอเปียที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน