LICENSED NOTARIAL SERVICES ATTORNEYS × 6
ทีมทนาย Notary Public 6 ท่าน · รับรองโดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

คลังคำถาม Apostille และการรับรองเอกสารต่างประเทศ (ฉบับเต็ม)

แยกคำตอบตามสถานะภาคีอนุสัญญาของประเทศปลายทาง ว่าต้องใช้ Apostille หรือเส้นทางกงสุล-สถานทูตแบบเดิม และหน่วยงานใดลงนามในขั้นใด

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · ประเทศไทยเริ่มใช้ Apostille 28 กุมภาพันธ์ 2570

1,080 questions · page 17 of 27

เอกสารไทยที่จะใช้ในนามิเบีย ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

นามิเบีย (Namibia) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2000 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในนามิเบียได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตนามิเบียที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในนามิเบีย จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในนามิเบียให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ Ministry of Justice เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานนามิเบีย ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในนามิเบียส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง เพราะเป็นภาษาราชการหรือภาษาใช้งานของประเทศ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับนามิเบียควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในบอตสวานา ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

บอตสวานา (Botswana) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 1966 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในบอตสวานาได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตบอตสวานาที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในบอตสวานา จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในบอตสวานาให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานบอตสวานา ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในบอตสวานาส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง เพราะเป็นภาษาราชการหรือภาษาใช้งานของประเทศ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับบอตสวานาควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในเลโซโท ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

เลโซโท (Lesotho) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 1966 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในเลโซโทได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตเลโซโทที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในเลโซโท จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในเลโซโทให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานเลโซโท ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในเลโซโทส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง เพราะเป็นภาษาราชการหรือภาษาใช้งานของประเทศ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับเลโซโทควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในเอสวาตินี ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

เอสวาตินี (Eswatini) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 1968 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในเอสวาตินีได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตเอสวาตินีที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในเอสวาตินี จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในเอสวาตินีให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานเอสวาตินี ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในเอสวาตินีส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง เพราะเป็นภาษาราชการหรือภาษาใช้งานของประเทศ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับเอสวาตินีควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในมาดากัสการ์ ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

มาดากัสการ์ (Madagascar) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตมาดากัสการ์ที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้

เอกสารที่ออกในมาดากัสการ์ จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เนื่องจากมาดากัสการ์ไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของมาดากัสการ์ แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานมาดากัสการ์ ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในมาดากัสการ์ส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: mg, fr) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับมาดากัสการ์ควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตมาดากัสการ์ที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในมอริเชียส ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

มอริเชียส (Mauritius) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 1968 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในมอริเชียสได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตมอริเชียสที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในมอริเชียส จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในมอริเชียสให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ PMO เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานมอริเชียส ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในมอริเชียสส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง เพราะเป็นภาษาราชการหรือภาษาใช้งานของประเทศ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับมอริเชียสควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในเซเชลส์ ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

เซเชลส์ (Seychelles) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 1979 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในเซเชลส์ได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตเซเชลส์ที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในเซเชลส์ จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในเซเชลส์ให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานเซเชลส์ ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในเซเชลส์ส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาอังกฤษได้โดยตรง เพราะเป็นภาษาราชการหรือภาษาใช้งานของประเทศ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับเซเชลส์ควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในคอโมโรส ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

คอโมโรส (Comoros) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตคอโมโรสที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้

เอกสารที่ออกในคอโมโรส จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เนื่องจากคอโมโรสไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของคอโมโรส แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานคอโมโรส ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในคอโมโรสส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: ar, fr) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับคอโมโรสควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตคอโมโรสที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

สาธารณรัฐแอฟริกากลาง (Central African Republic) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตสาธารณรัฐแอฟริกากลางที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้

เอกสารที่ออกในสาธารณรัฐแอฟริกากลาง จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เนื่องจากสาธารณรัฐแอฟริกากลางไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของสาธารณรัฐแอฟริกากลาง แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในสาธารณรัฐแอฟริกากลางส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: fr) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับสาธารณรัฐแอฟริกากลางควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตสาธารณรัฐแอฟริกากลางที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในชาด ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

ชาด (Chad) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตชาดที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้

เอกสารที่ออกในชาด จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เนื่องจากชาดไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของชาด แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานชาด ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในชาดส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: fr, ar) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับชาดควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตชาดที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ) ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคแอฟริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

Related pages

อาคารสถานทูตและช่องบริการรับรองเอกสารสำหรับผู้ยื่นคำร้อง
บางประเทศยังต้องผ่านการรับรองของสถานทูต/สถานกงสุลปลายทางเพิ่มอีกขั้น

แหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานทางการ

ข้อมูลในหน้านี้อ้างอิงประกาศและระเบียบของหน่วยงานด้านล่าง ตรวจทานล่าสุด กรกฎาคม 2569 — ระเบียบอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับต้นทาง หรือสอบถามเจ้าหน้าที่ของเราทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

ตรวจสอบโดย ทนายจิรศักดิ์ ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร
ตรวจสอบล่าสุด: กรกฎาคม 2569 (2026-07-31)