LICENSED NOTARIAL SERVICES ATTORNEYS × 6
ทีมทนาย Notary Public 6 ท่าน · รับรองโดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

คลังคำถาม Apostille และการรับรองเอกสารต่างประเทศ (ฉบับเต็ม)

แยกคำตอบตามสถานะภาคีอนุสัญญาของประเทศปลายทาง ว่าต้องใช้ Apostille หรือเส้นทางกงสุล-สถานทูตแบบเดิม และหน่วยงานใดลงนามในขั้นใด

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · ประเทศไทยเริ่มใช้ Apostille 28 กุมภาพันธ์ 2570

1,080 questions · page 8 of 27

เอกสารไทยที่จะใช้ในปารากวัย ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

ปารากวัย (Paraguay) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2014 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในปารากวัยได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตปารากวัยที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในปารากวัย จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในปารากวัยให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MRE เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานปารากวัย ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในปารากวัยส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es, gn) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับปารากวัยควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในโบลิเวีย ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

โบลิเวีย (Bolivia) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2018 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในโบลิเวียได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตโบลิเวียที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในโบลิเวีย จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในโบลิเวียให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานโบลิเวีย ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในโบลิเวียส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับโบลิเวียควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในคอสตาริกา ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

คอสตาริกา (Costa Rica) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2011 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในคอสตาริกาได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตคอสตาริกาที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในคอสตาริกา จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในคอสตาริกาให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานคอสตาริกา ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในคอสตาริกาส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับคอสตาริกาควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในปานามา ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

ปานามา (Panama) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 1991 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในปานามาได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตปานามาประจำกรุงเทพฯ

เอกสารที่ออกในปานามา จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในปานามาให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานปานามา ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในปานามาส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับปานามาควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในสาธารณรัฐโดมินิกัน ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

สาธารณรัฐโดมินิกัน (Dominican Republic) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2009 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในสาธารณรัฐโดมินิกันได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตสาธารณรัฐโดมินิกันที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในสาธารณรัฐโดมินิกัน จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในสาธารณรัฐโดมินิกันให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานสาธารณรัฐโดมินิกัน ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในสาธารณรัฐโดมินิกันส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับสาธารณรัฐโดมินิกันควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในกัวเตมาลา ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

กัวเตมาลา (Guatemala) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2017 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในกัวเตมาลาได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตกัวเตมาลาที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในกัวเตมาลา จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในกัวเตมาลาให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานกัวเตมาลา ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในกัวเตมาลาส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับกัวเตมาลาควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในฮอนดูรัส ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

ฮอนดูรัส (Honduras) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2004 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในฮอนดูรัสได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตฮอนดูรัสที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในฮอนดูรัส จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในฮอนดูรัสให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานฮอนดูรัส ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในฮอนดูรัสส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับฮอนดูรัสควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในเอลซัลวาดอร์ ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

เอลซัลวาดอร์ (El Salvador) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 1996 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในเอลซัลวาดอร์ได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตเอลซัลวาดอร์ที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในเอลซัลวาดอร์ จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในเอลซัลวาดอร์ให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานเอลซัลวาดอร์ ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในเอลซัลวาดอร์ส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับเอลซัลวาดอร์ควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในนิการากัว ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

นิการากัว (Nicaragua) เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ค.ศ. 1961 ตั้งแต่ปี 2013 ประเทศไทยฝากตราสารภาคยานุวัติเมื่อ 30 มิถุนายน 2569 และอนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หมายความว่าตั้งแต่วันดังกล่าว เอกสารไทยที่ได้รับ Apostille จากกรมการกงสุลจะใช้ในนิการากัวได้โดยไม่ต้องรับรองที่สถานทูตอีก ส่วนช่วงก่อนวันนั้นยังต้องใช้เส้นทางเดิม คือ กรมการกงสุล แล้วรับรองต่อที่สถานทูตนิการากัวที่ดูแลเขตอาณาประเทศไทย (ไม่มีสถานทูตประจำกรุงเทพฯ)

เอกสารที่ออกในนิการากัว จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เอกสารที่ออกในนิการากัวให้ขอ Apostille จากหน่วยงานผู้มีอำนาจของประเทศนั้น ซึ่งคือ MFA เมื่ออนุสัญญามีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ไทยจะรับเอกสารที่มี Apostille โดยไม่ต้องผ่านสถานทูตไทยอีก จากนั้นนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กรมการกงสุลก่อนยื่นหน่วยงานไทย เช่น สำนักงานเขต กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือศาล

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานนิการากัว ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในนิการากัวส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับนิการากัวควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และหลังวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หากใช้ Apostille จะจบที่ชั้นกรมการกงสุล ทำให้ประหยัดเวลาช่วงสถานทูตไปทั้งหมด หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

เอกสารไทยที่จะใช้ในคิวบา ต้องทำ Apostille หรือรับรองกงสุล

คิวบา (Cuba) ยังไม่เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารไทยจึงต้องใช้เส้นทาง Legalization เต็มรูปแบบต่อไป แม้อนุสัญญาจะมีผลกับไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 ก็ตาม ขั้นตอนคือ แปลและรับรองคำแปล (ถ้าต้องใช้ภาษาอื่น) → รับรองที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล → รับรองต่อที่สถานทูตคิวบาประจำกรุงเทพฯ จึงจะนำไปใช้ในประเทศปลายทางได้

เอกสารที่ออกในคิวบา จะนำมาใช้ในประเทศไทยต้องทำอย่างไร

เนื่องจากคิวบาไม่ใช่ภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารต้องผ่านการรับรองจากกระทรวงการต่างประเทศของคิวบา แล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลไทยที่ดูแลประเทศนั้น เมื่อถึงไทยจึงนำมาแปลเป็นภาษาไทยและรับรองคำแปลที่กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล ก่อนยื่นต่อหน่วยงานผู้รับในไทย

ยื่นเอกสารให้หน่วยงานคิวบา ต้องแปลเป็นภาษาอะไร

หน่วยงานในคิวบาส่วนใหญ่รับคำแปลเป็นภาษาราชการของประเทศ (รหัสภาษา: es) และบางหน่วยงานรับภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางได้ คำแปลควรลงนามโดยนักแปลที่กรมการกงสุลยอมรับ และเย็บติดกับต้นฉบับพร้อมตราคาบรอยต่อ อย่าแยกชุดคำแปลออกจากต้นฉบับ เพราะเป็นสาเหตุการตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

ทำเอกสารสำหรับคิวบาควรเผื่อเวลานานแค่ไหน

แนะนำเผื่อรวมทั้งกระบวนการอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ โดยประมาณ (กรอบเวลาไม่รวมคิว และอาจเปลี่ยนแปลงตามที่หน่วยงานประกาศ โปรดตรวจสอบก่อนยื่นทุกครั้ง) แบ่งเป็น คัดเอกสารต้นทางจากหน่วยงานผู้ออก 1–3 วันทำการ แปลและตรวจทาน 1–3 วันทำการ รับรองที่กรมการกงสุลแบบปกติ 2–3 วันทำการ (แบบด่วนภายในวันเดียวกันมีเงื่อนไขจำกัด) และชั้นรับรองสถานทูตคิวบาประจำกรุงเทพฯ ซึ่งมักใช้ 3–15 วันทำการและหลายแห่งต้องนัดคิวล่วงหน้า หากอยู่ในภูมิภาคทวีปอเมริกา ควรเผื่อเวลาไปรษณีย์ระหว่างประเทศเพิ่มอีก 5–10 วัน

Related pages

อาคารสถานทูตและช่องบริการรับรองเอกสารสำหรับผู้ยื่นคำร้อง
บางประเทศยังต้องผ่านการรับรองของสถานทูต/สถานกงสุลปลายทางเพิ่มอีกขั้น

แหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานทางการ

ข้อมูลในหน้านี้อ้างอิงประกาศและระเบียบของหน่วยงานด้านล่าง ตรวจทานล่าสุด กรกฎาคม 2569 — ระเบียบอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับต้นทาง หรือสอบถามเจ้าหน้าที่ของเราทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

ตรวจสอบโดย ทนายจิรศักดิ์ ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร
ตรวจสอบล่าสุด: กรกฎาคม 2569 (2026-07-31)