เอกสารกระทรวงยุติธรรมและเอกสารศาล — แปล รับรอง และวางลำดับเอกสาร
เอกสารจากศาลและกระทรวงยุติธรรม เช่น คำพิพากษา คำสั่งศาล หมายศาล และหนังสือรับรองคดี ต้องคัดสำเนาที่มีตราประทับรับรองจากหน่วยงานต้นทางก่อน แล้วจึงแปลโดยผู้แปลที่ระบุตัวตนได้ ก่อนนำเข้าสู่ขั้นรับรองตามที่ปลายทางกำหนด
ทีมงานประสบการณ์กว่า 15 ปี ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาตั้งแต่ตรวจเอกสารต้นทาง วางลำดับการรับรอง ไปจนถึงติดตามผลปลายทาง ไม่ใช่แค่รับงานเดินเอกสารอย่างเดียว
ข้อมูลสรุป
เอกสารที่ต้องเตรียม
- สำเนาคำพิพากษา/คำสั่งศาลที่คัดจากศาลและมีตราประทับรับรองสำเนาถูกต้อง
- หมายศาลหรือหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด (ถ้าปลายทางขอ)
- บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางของคู่ความที่เกี่ยวข้อง
- หนังสือมอบอำนาจ กรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน
- ข้อมูลปลายทางที่จะยื่น เช่น ชื่อหน่วยงาน ประเทศ และรูปแบบการรับรองที่ระบุไว้
ขั้นตอนการดำเนินงาน
- 1. ตรวจเอกสารต้นทาง
ส่งรูปหรือไฟล์สแกนให้ทีมงานตรวจว่าฉบับที่มีอยู่ใช้ยื่นได้จริงหรือต้องคัดใหม่จากศาล
- 2. วางลำดับการรับรอง
กำหนดว่าเคสนี้ต้องผ่านนิติกรณ์กงสุล สถานทูตปลายทาง หรือใช้คำแปลรับรองอย่างเดียว
- 3. แปลโดยทีมเฉพาะทางกฎหมาย
ใช้คำศัพท์ตามระบบศาลไทยและเทียบเคียงกับระบบกฎหมายปลายทาง พร้อมตรวจชื่อ-เลขคดีให้ตรงต้นฉบับทุกตัวอักษร
- 4. ทวนกับผู้ใช้ก่อนรับรอง
ส่งไฟล์ให้ตรวจการสะกดชื่อและรายละเอียดคดี ก่อนเข้าสู่ขั้นรับรองที่แก้ไขย้อนหลังยาก
- 5. ยื่นรับรองและส่งมอบ
ดำเนินการตามลำดับที่วางไว้ แจ้งความคืบหน้าเป็นระยะ และส่งมอบพร้อมสรุปวิธีใช้เอกสารที่ปลายทาง
ข้อควรระวัง
- สำเนาที่ถ่ายเองโดยไม่มีตราประทับของศาล มักถูกปฏิเสธตั้งแต่ขั้นรับรอง
- ชื่อบุคคลในคำพิพากษาต้องสะกดตรงกับหนังสือเดินทาง มิฉะนั้นปลายทางอาจถือว่าเป็นคนละคน
- บางประเทศรับเฉพาะเอกสารที่ออกไม่เกิน 3–6 เดือน ควรเช็กอายุเอกสารก่อนเริ่มแปล
- อย่ารอจนใกล้วันนัดหมายปลายทาง เพราะขั้นคัดเอกสารจากศาลควบคุมเวลาไม่ได้ทั้งหมด
หัวข้อที่เกี่ยวข้อง
รวมคำถามที่ลูกค้าถามมากที่สุดเรื่องเอกสารศาลและการรับรอง
อธิบายปัจจัยที่ทำให้แต่ละเคสใช้เวลาต่างกัน
มาตรฐานผู้แปลและการรับรองคำแปลเอกสารกฎหมาย
ขั้นรับรองต่อเนื่องสำหรับเอกสารที่ต้องใช้ต่างประเทศ
คู่มือลำดับงานเอกสารกฎหมายแบบเต็มขั้นตอน
คำถามที่พบบ่อย
เอกสารศาลต้องคัดใหม่ทุกครั้งที่ยื่นไหม
ไม่เสมอไป ถ้าฉบับที่มีอยู่ยังมีตราประทับรับรองสำเนาถูกต้องและปลายทางไม่ได้กำหนดอายุเอกสาร ก็ใช้ต่อได้ แต่หากปลายทางระบุว่าต้องออกภายใน 3–6 เดือน ต้องคัดใหม่จากศาลที่พิจารณาคดี
แปลเองแล้วให้ทางท่านรับรองได้หรือไม่
รับตรวจและปรับแก้ได้ แต่คำแปลที่จะเข้าสู่ขั้นรับรองต้องผ่านการทวนโดยผู้แปลของเรา เพราะผู้รับรองต้องรับผิดชอบความถูกต้องของถ้อยคำทั้งฉบับ
คำพิพากษาหลายสิบหน้า ต้องแปลทั้งเล่มไหม
ขึ้นกับปลายทาง บางแห่งรับเฉพาะส่วนคำวินิจฉัยและคำสั่งท้ายคำพิพากษา บางแห่งขอทั้งฉบับ ทีมงานจะช่วยสอบถามและวางขอบเขตก่อน เพื่อไม่ให้แปลเกินความจำเป็น
ต้องรับรองกงสุลต่อหรือไม่
ถ้าใช้ในประเทศไทยมักไม่ต้อง แต่ถ้าใช้ต่างประเทศส่วนใหญ่ต้องผ่านนิติกรณ์กรมการกงสุล และบางประเทศขอให้สถานทูตปลายทางรับรองซ้ำอีกชั้น
ถ้าชื่อในเอกสารสะกดไม่ตรงกับพาสปอร์ตต้องทำอย่างไร
แจ้งทีมงานตั้งแต่ต้น เราจะจัดทำหมายเหตุผู้แปลอธิบายการสะกดคู่ขนาน และแนะนำว่าควรขอแก้ที่ต้นทางหรือแนบเอกสารยืนยันตัวบุคคลเพิ่ม
มอบอำนาจให้ดำเนินการแทนได้ไหม
ได้ โดยจัดทำหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประชาชนผู้มอบและผู้รับมอบ ทีมงานจะส่งแบบฟอร์มและตรวจความครบถ้วนให้ก่อนใช้จริง
เร่งด่วนได้ไหม
งานแปลและการทวนเร่งได้ตามคิว แต่ขั้นตอนที่หน่วยงานราชการควบคุมจะขึ้นกับรอบการให้บริการของหน่วยงานนั้น ทีมงานจะแจ้งกรอบเวลาที่เป็นไปได้จริงก่อนเริ่มงาน
ทำไมต้องใช้ที่ปรึกษาแทนการเดินเอง
จุดที่ทำให้เคสสะดุดมักไม่ใช่การเดินเอกสาร แต่เป็นการเลือกลำดับรับรองผิดตั้งแต่ต้น ทีมงาน 15+ ปีจะประเมินปลายทางก่อน แล้วจึงลงมือ ลดโอกาสต้องทำซ้ำทั้งชุด
ปรึกษาทีมงานก่อนเริ่มเคส
ส่งรายละเอียดเอกสารและปลายทางที่จะใช้ ทีมงานจะประเมินลำดับขั้นตอนและกรอบเวลาที่เป็นไปได้จริงให้ก่อนตัดสินใจ
ติดต่อที่ปรึกษา
แหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานทางการ
ข้อมูลในหน้านี้อ้างอิงประกาศและระเบียบของหน่วยงานด้านล่าง ตรวจทานล่าสุด กรกฎาคม 2569 — ระเบียบอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับต้นทาง หรือสอบถามเจ้าหน้าที่ของเราทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล
- กรมการกงสุล — งานรับรองคำแปล(เปิดในแท็บใหม่)ใช้ยืนยัน: เงื่อนไขการรับรองคำแปลเอกสารราชการไทย
- NAATI (ออสเตรเลีย)(เปิดในแท็บใหม่)ใช้ยืนยัน: มาตรฐานนักแปลรับรอง NAATI และการตรวจสอบสถานะนักแปล
- กระทรวงการต่างประเทศ (MFA Thailand)(เปิดในแท็บใหม่)ใช้ยืนยัน: ข้อมูลสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุล และประกาศทางการของกระทรวง
- HCCH — Hague Apostille Convention (สถานะภาคี)(เปิดในแท็บใหม่)ใช้ยืนยัน: สถานะการเข้าเป็นภาคีและวันที่อนุสัญญามีผลบังคับกับประเทศไทย