LICENSED NOTARIAL SERVICES ATTORNEYS × 6
ทีมทนาย Notary Public 6 ท่าน · รับรองโดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

คลังคำถามคำแปลรับรองเอกสารกฎหมายเพื่อใช้ต่างประเทศ (ฉบับเต็ม)

อธิบายว่าเอกสารศาลและเอกสารราชการต้องคัดรับรองจากที่ใด ใครลงนามคำรับรองคำแปลได้ และเส้นทางรับรองต่างกันอย่างไรระหว่างประเทศภาคีอนุสัญญากรุงเฮกกับประเทศที่ไม่ใช่ภาคี

แหล่งอ้างอิง: กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · ประเทศไทยเริ่มใช้ Apostille 28 กุมภาพันธ์ 2570

1,032 questions · page 4 of 26

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่ไซปรัสได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA / District Courts) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่ไซปรัส ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากไซปรัส ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA / District Courts) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA / District Courts) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่นครรัฐวาติกันได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille จึงต้องใช้เส้นทางรับรองเต็มรูปแบบทั้งสองทิศทาง คือ รับรองคำแปล ผ่านการรับรองที่กรมการกงสุล แล้วจึงประทับตราจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทางที่ประจำในประเทศไทย ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่นครรัฐวาติกัน ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากนครรัฐวาติกัน ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille จึงต้องใช้เส้นทางรับรองเต็มรูปแบบทั้งสองทิศทาง คือ รับรองคำแปล ผ่านการรับรองที่กรมการกงสุล แล้วจึงประทับตราจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทางที่ประจำในประเทศไทย สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่เม็กซิโกได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (SRE — Secretaría de Relaciones Exteriores) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่เม็กซิโก ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากเม็กซิโก ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (SRE — Secretaría de Relaciones Exteriores) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (SRE — Secretaría de Relaciones Exteriores) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่อาร์เจนตินาได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (Colegio de Escribanos + MRE) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่อาร์เจนตินา ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากอาร์เจนตินา ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Colegio de Escribanos + MRE) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (Colegio de Escribanos + MRE) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่ชิลีได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA / Ministry of Justice) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่ชิลี ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากชิลี ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA / Ministry of Justice) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA / Ministry of Justice) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่เปรูได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MRE Peru) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่เปรู ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากเปรู ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MRE Peru) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MRE Peru) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่โคลอมเบียได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (Cancillería (MFA)) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่โคลอมเบีย ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากโคลอมเบีย ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Cancillería (MFA)) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (Cancillería (MFA)) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่เวเนซุเอลาได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MPPRE — Ministry of Foreign Affairs) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่เวเนซุเอลา ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากเวเนซุเอลา ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MPPRE — Ministry of Foreign Affairs) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MPPRE — Ministry of Foreign Affairs) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่เอกวาดอร์ได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (Cancillería) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่เอกวาดอร์ ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากเอกวาดอร์ ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (Cancillería) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (Cancillería) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่อุรุกวัยได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MRREE) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่อุรุกวัย ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากอุรุกวัย ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MRREE) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MRREE) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่ปารากวัยได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MRE) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่ปารากวัย ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากปารากวัย ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MRE) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MRE) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่โบลิเวียได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่โบลิเวีย ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากโบลิเวีย ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่คอสตาริกาได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่คอสตาริกา ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากคอสตาริกา ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่ปานามาได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่ปานามา ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากปานามา ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่สาธารณรัฐโดมินิกันได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่สาธารณรัฐโดมินิกัน ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากสาธารณรัฐโดมินิกัน ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่กัวเตมาลาได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่กัวเตมาลา ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากกัวเตมาลา ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่ฮอนดูรัสได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่ฮอนดูรัส ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากฮอนดูรัส ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่เอลซัลวาดอร์ได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่เอลซัลวาดอร์ ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากเอลซัลวาดอร์ ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่นิการากัวได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่นิการากัว ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากนิการากัว ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน โดยหน่วยงานผู้มีอำนาจ (MFA) แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารที่ออกจากประเทศนั้นจะได้รับการรับรองโดยหน่วยงานผู้มีอำนาจของเขาเอง (MFA) แทนการไล่ตราประทับหลายชั้น ส่วนเอกสารไทยที่ส่งออกไปยังคงใช้เส้นทางรับรองผ่านกรมการกงสุลจนกว่าอนุสัญญาจะมีผลกับประเทศไทยในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 หลังจากนั้นคาดว่า Apostille ที่ออกในไทยจะใช้แทนขั้นตอนสถานทูตได้ สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

คำพิพากษาหรือเอกสารคดีของไทย ต้องแปลและรับรองอย่างไรจึงใช้ที่คิวบาได้

เริ่มจากขอสำเนาคำพิพากษาที่ศาลรับรองสำเนาถูกต้อง เพราะสำเนาถ่ายเอกสารที่ไม่มีตราศาลมักถูกปฏิเสธตั้งแต่ชั้นแรก จากนั้นให้ผู้แปลจัดทำคำแปลพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนามและประทับตราสำนักงานซึ่งตรวจสอบย้อนกลับได้ เพราะประเทศไทยไม่มีทะเบียนนักแปลสาบานตนกลาง ผู้รับปลายทางจึงอาศัยความสามารถตรวจสอบย้อนกลับนี้แทน เนื่องจากประเทศปลายทางไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille จึงต้องใช้เส้นทางรับรองเต็มรูปแบบทั้งสองทิศทาง คือ รับรองคำแปล ผ่านการรับรองที่กรมการกงสุล แล้วจึงประทับตราจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทางที่ประจำในประเทศไทย ควรเย็บคำแปลติดกับสำเนาที่ใช้แปลไว้เสมอ ห้ามเรียงหน้าใหม่ และสะกดชื่อบุคคลให้ตรงกับหนังสือเดินทางที่ใช้ยื่นที่คิวบา ระยะเวลารวมเป็นช่วงตามคิวคัดสำเนาของศาลและคิวรับรอง ควรเผื่อเวลาก่อนวันนัดหรือวันสัมภาษณ์ แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

เอกสารที่ออกจากคิวบา ต้องทำอะไรก่อนนำมายื่นต่อศาลหรือหน่วยงานไทย

ต้องรับรองที่ประเทศต้นทางก่อน แล้วจึงแปลเป็นภาษาไทยพร้อมคำรับรองความถูกต้องที่ลงนาม ก่อนนำเสนอต่อหน่วยงานไทยที่จะใช้เอกสาร เนื่องจากประเทศปลายทางไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญา Apostille จึงต้องใช้เส้นทางรับรองเต็มรูปแบบทั้งสองทิศทาง คือ รับรองคำแปล ผ่านการรับรองที่กรมการกงสุล แล้วจึงประทับตราจากสถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทางที่ประจำในประเทศไทย สิ่งที่ศาลและนายทะเบียนไทยตรวจมี 3 อย่าง คือ ความต่อเนื่องระหว่างต้นฉบับ การรับรอง และคำแปล การถอดชื่อบุคคลและสถานที่ให้ตรงกันทุกหน้า และคำแปลที่ไม่ตัดทอนตราประทับ ข้อความสลักหลัง หรือหมายเหตุริมขอบ หากเอกสารใช้เปลี่ยนสถานะ เช่น สมรส มรดก หรือจดทะเบียนบริษัท ควรถามอายุเอกสารที่ผู้รับยอมรับ เพราะหลายหน่วยงานกำหนดกรอบไม่กี่เดือน แหล่งอ้างอิง: กองสัญชาติและนิติกรณ์ กรมการกงสุล (consular.mfa.go.th) · กระทรวงยุติธรรม (moj.go.th) · ตารางสถานะภาคีอนุสัญญากรุงเฮก (hcch.net) · หน่วยงานปลายทางปรับเงื่อนไขเป็นระยะ ควรตรวจรายการเอกสารล่าสุดก่อนยื่นทุกครั้ง

Related pages

นักแปลกำลังเทียบเอกสารต้นฉบับกับคำแปลบนหน้าจอ พร้อมพจนานุกรมและเอกสารราชการบนโต๊ะ
งานแปลผ่านการเทียบต้นฉบับ–คำแปล และตรวจทานโดยผู้ตรวจอีกชั้นก่อนออกใบรับรองคำแปล

แหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานทางการ

ข้อมูลในหน้านี้อ้างอิงประกาศและระเบียบของหน่วยงานด้านล่าง ตรวจทานล่าสุด กรกฎาคม 2569 — ระเบียบอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับต้นทาง หรือสอบถามเจ้าหน้าที่ของเราทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

ตรวจสอบโดย ทนายจิรศักดิ์ ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร
ตรวจสอบล่าสุด: กรกฎาคม 2569 (2026-07-31)