LICENSED NOTARIAL SERVICES ATTORNEYS × 6
ทีมทนาย Notary Public 6 ท่าน · รับรองโดยสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์

Apostille vs Embassy Legalization — เลือกอันไหน?

หลังไทยเข้า Hague — ประเทศ Hague ใช้ Apostille, ประเทศ Non-Hague (UAE/Saudi/Qatar) ยังต้อง Embassy

Apostille (Hague) กับ Embassy Legalization ไม่ได้ใช้แทนกันเสมอไป — รับรองสากล 130 รัฐภาคี ผ่าน MFA ขณะที่ รับรองโดยสถานทูตประเทศปลายทาง เกณฑ์ตัดสินอยู่ที่ข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทาง ไม่ใช่ราคาหรือความสะดวก แนวทางที่ปลอดภัยคือขอเกณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรก่อน แล้วจึงเตรียมเอกสารตามลำดับที่ถูกต้อง เพื่อเลี่ยงการถูกตีกลับและต้องเริ่มใหม่ทั้งชุด

ตัวเลือก A

Apostille (Hague)

รับรองสากล 130 รัฐภาคี ผ่าน MFA

ตัวเลือก B

Embassy Legalization

รับรองโดยสถานทูตประเทศปลายทาง

หัวข้อApostille (Hague)Embassy Legalization
จำนวนประเทศ130 รัฐภาคี ทุกประเทศ (ที่มีสถานทูตในไทย)
ราคาประเมินรายเคส ประเมินรายเคส
ระยะเวลา1 วัน 5–15 วันทำการ
ขั้นตอนNotary → MFA → Apostille (3 ขั้น) Notary → MFA → Embassy → MOFA ปลายทาง (4 ขั้น)
เมื่อไรต้องใช้ปลายทางเป็นสมาชิก Hague UAE, Saudi, Qatar, Kuwait, Vietnam

สรุปคำแนะนำ

เลือกตามประเทศปลายทาง — ถ้าเป็น Hague ใช้ Apostille (เร็ว/ถูกกว่า), ถ้า Non-Hague บังคับต้อง Embassy

เลือก Apostille (Hague) ถ้า:

US, UK, EU, AU, NZ, JP, KR, CN, IN — 130 รัฐภาคี

เลือก Embassy Legalization ถ้า:

UAE, Saudi Arabia, Qatar, Kuwait, Vietnam

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • ต้นฉบับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการดำเนินการ
  • บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุของเจ้าของเอกสาร
  • คำแปลที่สะกดชื่อ-สกุลตรงกับหนังสือเดินทางทุกฉบับ
  • ข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับเอกสาร เพื่อยืนยันว่าต้องใช้ Apostille (Hague) หรือ Embassy Legalization
  • หนังสือมอบอำนาจ หากมอบให้ทีมงานดำเนินการแทน

ข้อควรระวังที่พบบ่อย

  • เลือก Apostille (Hague) หรือ Embassy Legalization จากราคาเพียงอย่างเดียว โดยไม่ตรวจเกณฑ์ปลายทาง
  • เริ่มดำเนินการก่อนได้ข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้ต้องทำซ้ำ
  • สะกดชื่อ-สกุลไม่ตรงกันระหว่างเอกสารแต่ละฉบับ
  • ไม่เผื่อเวลาสำหรับกรณีถูกขอเอกสารเพิ่ม

ขั้นตอนดำเนินการทีละขั้น

  1. 1

    ยืนยันข้อกำหนดของผู้รับเอกสาร

    ขอเกณฑ์เป็นลายลักษณ์อักษรจากหน่วยงาน/สถาบันปลายทางว่าต้องการ Apostille (Hague) หรือ Embassy Legalization เพราะเกณฑ์ต่างกันได้แม้เป็นเรื่องเดียวกัน

  2. 2

    ตรวจความสมบูรณ์ของเอกสารต้นทาง

    ตรวจวันที่ออกเอกสาร ความคมชัด ตราประทับ และการสะกดชื่อให้ตรงกันทุกฉบับ ก่อนเริ่มขั้นตอนที่เสียค่าธรรมเนียม

  3. 3

    เลือกเส้นทางที่เหมาะกับเคส

    เลือกตามประเทศปลายทาง — ถ้าเป็น Hague ใช้ Apostille (เร็ว/ถูกกว่า), ถ้า Non-Hague บังคับต้อง Embassy

  4. 4

    ดำเนินการรับรอง/ยื่นตามลำดับที่ถูกต้อง

    ทำตามลำดับขั้นที่ปลายทางกำหนด หากสลับลำดับมักต้องเริ่มใหม่ทั้งชุด

  5. 5

    ตรวจรับผลและเก็บชุดสำรอง

    ตรวจความถูกต้องของผลลัพธ์ทันทีที่ได้รับ พร้อมเก็บไฟล์สแกนความละเอียดสูงไว้สำหรับการยื่นครั้งถัดไป

มุมมองจากทีมที่ปรึกษา (ประสบการณ์ 15+ ปี)

เคสที่ถูกตีกลับส่วนใหญ่ไม่ได้ผิดที่ "เลือกผิดบริการ" แต่ผิดที่ลำดับการทำเอกสารและรายละเอียดเล็ก ๆ เช่น การสะกดชื่อไม่ตรงหนังสือเดินทาง อายุเอกสารเกินกำหนด หรือคำแปลไม่ได้อยู่ในชุดที่ถูกรับรอง เราจึงตรวจเอกสารให้ครบทั้งชุดก่อนเริ่มเสียค่าธรรมเนียมทุกครั้ง แจ้งไทม์ไลน์ตามจริงรายเคส และติดตามสถานะจนจบกระบวนการ เพื่อให้คุณยื่นครั้งเดียวผ่าน

คำถามที่พบบ่อย

Apostille (Hague) กับ Embassy Legalization ต่างกันอย่างไร?

รับรองสากล 130 รัฐภาคี ผ่าน MFA ส่วน Embassy Legalization คือ รับรองโดยสถานทูตประเทศปลายทาง จุดตัดสินใจอยู่ที่ข้อกำหนดของผู้รับเอกสาร ไม่ใช่ความสะดวกของผู้ยื่น

ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอหรือไม่?

เลือกตามประเทศปลายทาง — ถ้าเป็น Hague ใช้ Apostille (เร็ว/ถูกกว่า), ถ้า Non-Hague บังคับต้อง Embassy

ควรเลือก Apostille (Hague) เมื่อไหร่?

US, UK, EU, AU, NZ, JP, KR, CN, IN — 130 รัฐภาคี

ควรเลือก Embassy Legalization เมื่อไหร่?

UAE, Saudi Arabia, Qatar, Kuwait, Vietnam

ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างก่อนเริ่ม?

อย่างน้อยควรมีต้นฉบับเอกสาร บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางที่ยังไม่หมดอายุ คำแปลที่สะกดชื่อตรงหนังสือเดินทาง และข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับเอกสาร

ใช้เวลานานแค่ไหน?

ระยะเวลาขึ้นกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและความครบถ้วนของเอกสาร เคสที่เอกสารครบตั้งแต่ต้นมักจบเร็วกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ทีมงานจะประเมินไทม์ไลน์รายเคสให้ก่อนเริ่มงาน

ถ้าเลือกผิดจะเกิดอะไรขึ้น?

โดยทั่วไปจะถูกตีกลับและต้องเริ่มกระบวนการใหม่ ทำให้เสียทั้งค่าธรรมเนียมและเวลา จึงควรตรวจเกณฑ์ปลายทางก่อนลงมือทุกครั้ง

ให้ทีมงานดำเนินการแทนได้ไหม?

ถ้าไม่อยากเสียเวลาลองผิดลองถูก ทีมที่ปรึกษาของเราตรวจเอกสารให้ก่อนยื่นทุกครั้ง และเดินเรื่องแทนได้ทั้งกระบวนการ ทีมงานมีประสบการณ์ดูแลเคสลักษณะนี้มากกว่า 15 ปี ปรึกษาเบื้องต้นได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

NYC+ ให้บริการ Concierge วีซ่าและเอกสารในไทยครบวงจร — Notary Public / แปลรับรอง / MFA Legalization / วีซ่า / DTV / LTR / Elite / Apostille ทีมทนายและนักแปลขึ้นทะเบียนจริง รองรับเอกสารสำหรับประเทศปลายทางทั่วโลก ตอบกลับภายในเวลาทำการ

3
ภาษาให้บริการ (ไทย/EN/中文)
28
กลุ่มบริการหลัก
จ–ศ
เวลาทำการ (นัดหมายล่วงหน้าได้)
24h
เป้าหมายเวลาตอบกลับในวันทำการ

ขั้นตอนการใช้บริการ

  1. 1

    ปรึกษาเบื้องต้น

    ส่งเอกสาร/คำถามผ่าน LINE หรือฟอร์ม — ทีมประเมินและติดต่อกลับในเวลาทำการ

  2. 2

    ยืนยันแพ็กเกจ

    ทีมส่งใบเสนอราคาและ checklist พร้อมกำหนดวันรับงาน

  3. 3

    ดำเนินการ + จัดส่ง

    แปล/รับรอง/ยื่นสถานทูต ครบวงจร ส่งกลับพร้อม tracking

เลือกผู้ให้บริการอย่างไรให้เอกสารไม่ถูกตีกลับ

  1. 1

    เลือกชนิดการรับรองให้ตรงกับผู้รับปลายทาง

    งานแปลแต่ละแบบใช้คนละมาตรฐาน เช่น NAATI สำหรับออสเตรเลีย, Sworn Translator สำหรับบางสถานทูตในยุโรป และนักแปลที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงยุติธรรมสำหรับงานศาลไทย

    วิธีตรวจสอบ: แจ้งชื่อหน่วยงานผู้รับให้ผู้ให้บริการยืนยันมาตรฐานที่ต้องใช้

  2. 2

    ตรวจสถานะผู้รับรอง/ผู้แปลได้จริง

    ผู้ให้บริการควรระบุชื่อผู้รับรองหรือผู้แปลที่รับผิดชอบงานของคุณ พร้อมเลขทะเบียนหรือหน่วยงานที่ขึ้นทะเบียนไว้

    วิธีตรวจสอบ: ขอชื่อ-เลขทะเบียน แล้วตรวจกับเว็บไซต์ของหน่วยงานต้นทางก่อนตัดสินใจ

  3. 3

    ระบุปลายทางของเอกสารก่อนเริ่มงาน

    วิธีรับรองที่ถูกต้องขึ้นกับประเทศปลายทางและหน่วยงานผู้รับ ไม่ใช่ชนิดเอกสารเพียงอย่างเดียว การเลือกผิดขั้นตอนคือสาเหตุการถูกตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

    วิธีตรวจสอบ: ถามผู้ให้บริการว่าเอกสารจะผ่านกี่ขั้น และแต่ละขั้นอยู่ที่หน่วยงานใด

  4. 4

    มีการตรวจทานสองชั้นก่อนยื่น

    งานแปลและงานรับรองควรผ่านผู้ตรวจทานคนที่สอง โดยเฉพาะการสะกดชื่อ วันเดือนปี และเลขเอกสารที่ต้องตรงกับพาสปอร์ต

    วิธีตรวจสอบ: ขอดูขั้นตอน QC เป็นลายลักษณ์อักษร หรือขอไฟล์ร่างให้ตรวจก่อนพิมพ์จริง

  5. 5

    แจ้งกรอบเวลาแต่ละขั้นแยกกัน

    กรอบเวลาที่เชื่อถือได้ต้องแยกเป็น เวลาแปล / เวลารับรองหน่วยงานราชการ / เวลาขนส่ง เพราะขั้นที่อยู่กับหน่วยงานราชการควบคุมไม่ได้

    วิธีตรวจสอบ: ขอไทม์ไลน์รายขั้น และถามว่าอะไรคือสมมติฐานที่อาจทำให้ล่าช้า

  6. 6

    ระบุขอบเขตความรับผิดชอบเมื่อเอกสารถูกตีกลับ

    ผู้ให้บริการที่ทำงานตรงไปตรงมาจะระบุชัดว่ากรณีใดแก้ไขให้โดยไม่คิดเพิ่ม และกรณีใดอยู่นอกเหนือการควบคุม เช่น การเปลี่ยนระเบียบของหน่วยงานปลายทาง

    วิธีตรวจสอบ: ขอเงื่อนไขการแก้ไขงานเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนชำระเงิน

ใครควรใช้บริการนี้

ผู้ยื่นวีซ่า / ย้ายถิ่นฐาน

ต้องใช้เอกสารแปลและรับรองประกอบคำร้องที่สถานทูตหรือหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองปลายทาง

สิ่งที่ต้องเตรียม: พาสปอร์ต เอกสารต้นฉบับ และชื่อหน่วยงานผู้รับ

นักเรียน / ผู้สมัครเรียนต่อ

สถาบันการศึกษาต่างประเทศขอเอกสารการศึกษาฉบับแปลและรับรองตามรูปแบบที่กำหนด

สิ่งที่ต้องเตรียม: ทรานสคริปต์ ใบปริญญาบัตร และหนังสือตอบรับ (ถ้ามี)

คู่สมรส / ครอบครัวข้ามชาติ

ใช้ประกอบการจดทะเบียนสมรส การรับรองบุตร หรือการยื่นวีซ่าติดตามครอบครัว

สิ่งที่ต้องเตรียม: ทะเบียนบ้าน สูติบัตร ทะเบียนสมรส หรือใบสำคัญการหย่า

บริษัท / ผู้บริหารต่างชาติ

ใช้กับงานจดทะเบียน สัญญา หรือการยื่นเอกสารต่อหน่วยงานกำกับดูแลในต่างประเทศ

สิ่งที่ต้องเตรียม: หนังสือรับรองบริษัท บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และหนังสือมอบอำนาจ

คำถามที่พบบ่อย

ใช้เวลากี่วันจึงจะได้เอกสาร?

ส่วนใหญ่ 1–3 วันทำการสำหรับ Notary/แปลรับรอง และ 5–10 วันทำการสำหรับ MFA Legalization + สถานทูต (ระยะเวลาโดยประมาณ ขึ้นกับคิวและดุลพินิจของหน่วยงาน)

ค่าบริการคิดอย่างไร?

ประเมินรายเคส เพราะขึ้นกับประเภทเอกสาร จำนวนหน้า ภาษา ประเทศปลายทาง และความเร่งด่วน — สอบถามและขอใบเสนอราคาได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล ส่วนค่าธรรมเนียมราชการเป็นไปตามอัตราที่หน่วยงานประกาศ

รับงานเร่งด่วนไหม?

รับ — มีบริการ Same-Day / Rush ตามคิวที่ว่างและกรอบเวลาที่หน่วยงานราชการเปิดรับ

ยื่นเอกสารแทนได้หรือไม่?

ได้ — รับเป็นผู้แทนโดยมีหนังสือมอบอำนาจ ยื่นกรมการกงสุลและสถานทูตปลายทางแทนลูกค้า

ครอบคลุมประเทศไหนบ้าง?

รองรับเอกสารสำหรับประเทศปลายทางทั่วโลก ทั้งกลุ่ม EU, สหรัฐฯ, ออสเตรเลีย, จีน, ญี่ปุ่น และตะวันออกกลาง ตามข้อกำหนดของสถานทูตแต่ละแห่ง

หลังไทยเข้า Apostille แล้วเปลี่ยนอะไรบ้าง?

อนุสัญญา Hague Apostille จะมีผลกับไทยวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2570 (อ้างอิง HCCH) หลังจากนั้นเอกสารที่ใช้ระหว่างรัฐภาคีจะใช้ตรา Apostille ใบเดียว ไม่ต้องรับรองซ้ำที่สถานทูต ส่วนก่อนวันดังกล่าวยังใช้นิติกรณ์กงสุลตามเดิม

ข้อมูลอ้างอิงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

  • กระทรวงการต่างประเทศ (MFA)(GovernmentOrganization)Wikidata
  • สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์(GovernmentOrganization)
  • Hague Apostille Convention(Law)Wikidata

แหล่งอ้างอิง

หน่วยงานราชการ

เอกสารและกรณีจริงจากเรา

บริการที่เกี่ยวข้อง

ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร (Notarial Services Attorney) กำลังลงนามและประทับตรารับรองเอกสารบนโต๊ะทำงาน
งานรับรองลายมือชื่อและเอกสารดำเนินการโดยทนายความผู้ทำคำรับรองฯ ที่ขึ้นทะเบียนกับสภาทนายความ

แหล่งอ้างอิงจากหน่วยงานทางการ

ข้อมูลในหน้านี้อ้างอิงประกาศและระเบียบของหน่วยงานด้านล่าง ตรวจทานล่าสุด กรกฎาคม 2569 — ระเบียบอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับต้นทาง หรือสอบถามเจ้าหน้าที่ของเราทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

ตรวจสอบโดย ทนายจิรพันธ์ ทนายความผู้ทำคำรับรองลายมือชื่อและเอกสาร
ตรวจสอบล่าสุด: กรกฎาคม 2569 (2026-07-31)